// ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๔
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป    
IP ของคุณคือ 54.172.221.7     
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 132 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
link ที่น่าสนใจ
e-Learning

facebook
ฝากข้อความ
ชื่อ :
รหัส
ข้อความ

Close
:) :D :(
:o :p ;)
:| x( :~
(ตัวแสดงอารมณ์)

ค้นหาจาก google
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก



  

Best Practice
    เรื่อง : รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และเสริมสร้างทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

เจ้าของผลงาน : นางวนิดา เที่ยงสงค์
อังคาร ที่ 22 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2560
เข้าชม : 96    จำนวนดาวน์โหลด : 180 ครั้ง
Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.

บทคัดย่อ :
คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. 2551 : 1) สอดคล้องกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555 : 1) ที่ได้กล่าวไว้ว่า คณิตศาสตร์ช่วยพัฒนามนุษย์ ให้มีความสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ สามารถ
คิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และการที่นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างมีคุณภาพนั้น จะต้องมีความสมดุลระหว่างสาระทางด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ ควบคู่ไปกับคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยม คือ มีความรู้ความเข้าใจในคณิตศาสตร์พื้นฐานเกี่ยวกับจานวนและการดาเนินการ การวัด เรขาคณิต พีชคณิต การวิเคราะห์ข้อมูล และความน่าจะเป็น พร้อมทั้งสามารถนาความรู้นั้นไปประยุกต์ได้ มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จาเป็นได้แก่ความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย การให้เหตุผล การสื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ มีความสามารถในการทางานอย่างเป็นระบบมีระเบียบวินัยมีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบมีวิจารณญาณ มีความเชื่อมั่นในตนเองพร้อมทั้งตระหนักในคุณค่าและมีเจตคติที่มีต่อคณิตศาสตร์
การจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน เรียนรู้
ด้วยตนเอง เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และใช้เวลาสร้างสรรค์ รวมทั้งมีความยืดหยุ่นสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และเรียนรู้ได้จากสื่อการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท ทั้งจากเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ชุมชน และแหล่งอื่น ๆ เน้นสื่อที่ผู้เรียนใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ลักษณะของสื่อการเรียนรู้ที่จะนามาใช้ในการจัดการเรียนรู้ มีความหลากหลาย ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และสื่ออื่น ๆ ซึ่งส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า น่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตาม เข้าใจง่าย และรวดเร็วขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ้งและต่อเนื่องตลอดเวลา (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 ก : 3) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและได้ผลสาเร็จตามหลักสูตรนั้นครูผู้สอนต้องใช้เทคนิคและกลวิธีในการสอนโดยการนาสื่อเข้ามาช่วยในการสอน เพราะสื่อเป็นตัวกลางที่ผู้สอนใช้ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะ เจตคติ ทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นและเร้าความสนใจทาให้กระบวนการเรียนรู้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนการสอน
การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Mathematical problem solving) เป็นความสามารถหนึ่งในทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่นักเรียนควรจะเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนา
ให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน เพราะการเรียนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์จะช่วยให้นักเรียนมีแนวทางการคิดที่หลากหลาย มีนิสัยกระตือรือร้น ไม่ย่อท้อและมีความมั่นใจในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่
ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ตลอดจนเป็นทักษะพื้นฐานที่นักเรียนสามารถนาติดตัวไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจาวันได้นานตลอดชีวิต (สสวท. 2551 : 6) แต่กระบวนการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ที่ผ่านมา ครูมุ่งเน้นที่เนื้อหาคณิตศาสตร์มากกว่าทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหา ดังที่ สสวท. (2551 : 1) ได้ระบุไว้ว่า การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ผ่านมา แม้ว่านักเรียนจะมีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างดี แต่นักเรียนจานวนมากยังคงด้อยความสามารถเกี่ยวกับการแก้ปัญหา การแสดงหรืออ้างอิงเหตุผล การสื่อสารหรือการนาเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ การเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาคณิตศาสตร์กับสถานการณ์ต่าง ๆ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปัญหาเหล่านี้ทาให้นักเรียนไม่สามารถนาความรู้คณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน และในการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน จะประสบความสาเร็จหรือไม่นั้น กระบวนการแก้ปัญหาถือว่ามีความสาคัญ สาหรับกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งเป็นที่ยอมรับและนามาใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดของโพลยา (Po;ya. 1957 : 5 – 40) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นทาความเข้าใจของปัญหา เป็นการเริ่มต้นของการแก้ปัญหา
ที่ต้องการให้นักเรียนคิดเกี่ยวกับปัญหา และตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการค้นหา นักเรียนต้องทาความเข้าใจปัญหา และระบุส่วนสาคัญของปัญหา ซึ่งได้แก่ ตัวไม่รู้ค่า ข้อมูลและเงื่อนไข ในการทาความเข้าใจปัญหานักเรียนต้องพิจารณาส่วนสาคัญของปัญหาอย่างถี่ถ้วนพิจารณาซ้าไปซ้ามา พิจารณาหลายมุมมอง หรืออาจใช้วิธีต่าง ๆ ช่วยในการทาความเข้าใจปัญหา เช่น การเขียนภาพ การเขียนแผนภูมิ หรือการเขียนสาระของปัญหาด้วยถ้อยคาของตนเอง ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผนแก้ปัญหา ต้องการให้นักเรียนค้นหาความเชื่อมโยง หรือความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลและตัวไม่รู้ค่า แล้วนาความสัมพันธ์นั้นมาผสมผสานกับประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเพื่อกาหนดแนวทางหรือแผนในการแก้ปัญหาและเลือกกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นดาเนินการตามแผน ต้องการให้นักเรียนลงมือปฏิบัติตามแนวทางหรือแผนที่วางไว้ โดยเริ่มจากการตรวจสอบความเป็นไปได้ของแผน เพิ่มเติมรายละเอียดของแผนให้ชัดเจน แล้วลงมือปฏิบัติจนกระทั่งสามารถหาคาตอบได้ ถ้าแผนหรือกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาที่เลือกไว้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นักเรียนต้องค้นหาแผนหรือกลยุทธ์การแก้ปัญหาใหม่อีกครั้ง และ ชั้นที่ 4 ขั้นตรวจสอบผลงาน ต้องการให้นักเรียนมองย้อนกลับไปยังคาตอบที่ได้มา โดยเริ่มจากการตรวจสอบความถูกต้อง ความสมเหตุสมผลของคาตอบ และกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาที่ใช้ แล้วพิจารณาว่ามีคาตอบ หรือมีกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาอย่างอื่นหรือไม่ สาหรับนักเรียนที่คาดเดาคาตอบก่อนลงมือปฏิบัติ ก็สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบที่คาดเดาและคาตอบจริงในนี้ได้ นอกจากนี้ วิสันและคณะ (Wilson; et al. 1993 : 60) ได้ร่วมกันพัฒนากรอบแนวคิดเกี่ยวกับการะบวนการแก้ปัญหาที่สนับสนุนกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาในรูปแบบที่แสดงความเป็นพลวัต มีลาดับไม่ตายตัว สามารถวนไปเวียนมาได้ กล่าวคือ เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่เป็นปัญหานักเรียนจะต้องเริ่มทาความเข้าใจกับปัญหาก่อน หลังจากนั้นวางแผนแก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้ จนกระทั่งสามารถหาคาตอบได้ สุดท้ายพิจารณาความถูกต้อง ความสมเหตุสมผลของคาตอบที่ได้และกลยุทธ์ที่ใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งนักเรียนสามารถพิจารณาหรือตัดสินใจที่จะเคลื่อนการกระทาจากขั้นตอนหนึ่งไปสู่อีกขั้นตอนหนึ่ง หรือพิจารณาย้อนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้าเมื่อมีปัญหาหรือข้อสงสัย เช่น เมื่อนักเรียนทาการแก้ปัญหาในขั้นทาความเข้าใจปัญหา และคิดว่ามีความเข้าใจปัญหาดีแล้ว ก็เคลื่อนการกระทาไปสู่ขั้นวางแผนแก้ปัญหา หรือในขณะที่นักเรียนดาเนินการตามแผนที่วางไว้แต่ไม่สามารถดาเนินการต่อไปได้ นักเรียนก็อาจย้อนกลับไปเริ่มวางแผนแก้ปัญหาใหม่ หรือทาความเข้าใจปัญหาใหม่ก็ได้
การเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยการนาตนเองเป็นแนวคิดของการเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ (student center) ลักษณะการเรียนในรูปแบบนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้วางแผนการเรียนด้วยตนเองผู้เรียนแต่ละคนจะรับผิดชอบในการวางแผนการเรียน การดาเนินการเรียน รวมทั้งการประเมินผลสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของทิศนา (2545) กล่าวว่าการนาตนเองเป็นวิธีการเรียนรู้ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้เรียนยุคปัจจุบันโดยผู้เรียนทุกคนมีความใฝ่รู้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว หากได้รับการส่งเสริมให้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง และได้รับการฝึกฝนทักษะที่จาเป็นต่อการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตคาว่า “การเรียนรู้ด้วยการนาตนเอง” มาจากคาในภาษาอังกฤษว่า Self-Direct Learning หรือSelf Management Learning มีผู้ให้
ความหมายไว้ว่า การเรียนรู้ด้วยการนาตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนคิดริเริ่มในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยวิเคราะห์ความต้องการ กาหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ กาหนดกิจกรรมและวิธีการเรียนรู้ กาหนดแหล่งการเรียนรู้ คัดเลือกวิธีการที่เหมาะสม ตลอดจนการประเมินตนเองว่าเรียนรู้ได้ผลมากน้อยเพียงใด การเรียนรู้ในรูปแบบนี้ผู้เรียนจึงต้องควบคุมตนเองให้ได้ และต้องมีความตั้งใจ มีจุดมุ่งหมายชัดเจนในการแสวงหาความรู้และทางานอย่างเป็นระบบ ส่วนรูปแบบการเรียนจะเรียนเป็นรายบุคคลหรือเรียนรู้ด้วยการทางานเป็นทีมก็ได้เพราะการเรียนรู้ในรูปแบบนี้เป็นการพัฒนาการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์อย่างมีเป้าหมาย การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยตนเองเป็นผู้จัดการกระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจ เป็นการเรียนแบบอิสระขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายและวิธีการของแต่ละคนโดยไม่ขึ้นกับผู้หนึ่งผู้ใด การเรียนวิธีนี้จึงตอบสนองหลักการเรียนรายบุคคล ตอบสนองความพร้อมและแรงจูงใจที่แต่ละคนสร้างขึ้นด้วยตนเอง โดยให้ความสาคัญกับความรับผิดชอบของแต่ละคน และใช้หลักการของความเชื่อที่ว่าทุกคนมีศักยภาพและควบคุมตนได้คุณลักษณะที่สาคัญของการเรียนรู้ด้วยการนาตนเองนั้นมีหลายประการ คือ ผู้เรียนแต่ละคนสามารถเพิ่มความรับผิดชอบในการตัดสินใจในทุกขั้นตอน รวมทั้งสามารถควบคุมตนเองให้มีความมานะบากบั่นในการเรียนรู้
และการนาตนเองถือว่าเป็นคุณลักษณะที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตัวบุคคลทุกคน สามารถนาไปใช้ได้
ในทุกสถานการณ์การเรียนรู้


ดาวน์โหลด  ( Fulltext )  ( บทคัดย่อ ) 

Best Practice 5 อันดับล่าสุด

      โครงการรณรงค์ป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE 22/ส.ค./2560
      ดนตรีพื้นเมืองสร้างสรรค์ ป้องกันยาเสพติด 22/ส.ค./2560
      กีฬาปันจักสีลัต ประจำปี ๒๕๖๐ 22/ส.ค./2560
      การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยกิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือกันด้วยเทคนิค CIRC ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 22/ส.ค./2560
      การพัฒนาโรงเรียนสมเด็จพิทยาคมให้เป็นโรงเรียนสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข 22/ส.ค./2560


กำลังแสดงหน้าที่ 1/0 ->
<< 1 >>



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ otin.pr@hotmail.com, krus2528@gmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป